Dream festival

Posted in งานภาพ on ธันวาคม 30, 2009 by poooomm

Feat. Fate Fest Vol. 01 (Featuring Fate Festival Volume 01)

เทศกาลดนตรีรัก และศิลปะดีดีที่มีขึ้นเพราะโชคชะตา

จัดงานที่โบนันซ่า เขาใหญ่ ในวันที่ 13-14มกราคม เที่ยงวันยันเช้า

ภายในงานจะมี 3 โซน

โซนแรกเป็นโซนหนังรักขนาดสั้นที่ผู้กำกับมือดีทั้งไทยและเทศมา featuring กันทำ

โซนที่ 2 เป็นโซนศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวความรักผ่านงานศิลปะที่คนทำก็ featuring กันอีก

โซนที่ 3 คือส่วนงานแสดงดนตรีของนักดนตรีจากทั้งไทยและเทศกว่าร้อยชีวิตจากทุกค่ายทุกสำนัก

บัตรขายเป็นคู่เท่านั้น ราคา 1200 บาท พร้อมรับซีดีเพลง Feat.ที่ไม่เคยเปิดที่ไหนมาก่อน

หาซื้อบัตรได้ที่ ไท้ไทยทิกเก้ตอเมเจอร์ ทุกสาขา

*****โปสเตอร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา CA 4443*****

ส่วนต่อไปนี้คือของที่เกือบได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาข้างบน

อันนี้เป็นรุ่นแรก

และรุ่นที่ 2 แบบนัวร์ (ว่าจะเอามาทำเป็นสูจิบัตรงาน)

จบภาค

 

Bistro magazine : first issue first thing

Posted in งานเขียน on ธันวาคม 20, 2009 by poooomm

1

ผมเชื่อนะครับว่า ทุกสิ่งที่อย่างบนโลกใบนี้จะต้องมีก้าวแรกเสมอ

Bistro magazine ฉบับนี้ที่คุณถืออยู่ก็เช่นกัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน ใครคนหนึ่งในกลุ่มเพื่อน มีความคิดที่อยากจะทำหนังสือ ของคณะนิเทศศาสตร์ขึ้นมาสักเล่มหนึ่ง แต่ความคิดนั้นก็ต้องถูกพับเก็บด้วยเหตุผลแห่ง ความไม่พร้อม และข้อจำกัดอันหลากหลาย

3 ปีต่อมา ความฝัน ความอยาก ความกล้า และความเชื่อใน “ไฟ” ที่มีอยู่ในตัวของ ทุกคน ได้ตกผลึกและกลั่นกรอง Bistro นิตยสารฉบับแรกของคณะนิเทศศาสตร์ และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวฯแห่งนี้ขึ้นมา

2

อย่างที่บอกครับว่า Bistro ฉบับนี้เป็นฉบับแรก

เราจึงถือโอกาสนี้ ทำเรื่องสนุกๆปนสาระ ที่สอดรับกับบรรยากาศความเป็น “ครั้งแรก” ของนิตยาสาร “เล่มแรก” ด้วยการทำเรื่อง “สิ่งแรก” มันซะเลย เพราะถ้าเราเลือก ทำเรื่องสิ่งแรกในเล่มที่ 2 หรือเล่มถัดไปหลังจากนี้ อารมณ์ของความเป็นครั้งแรก ของเรื่อง สิ่งแรก คงจะเจือจางลงไปไม่น้อยทีเดียว

แต่ถ้าคิดว่า Bistro ฉบับนี้มีเพียงแค่เรื่องสิ่งแรก ก็ออกจะเข้าใจผิดอยู่ มากโขทีเดียว เพราะนิตยสารไซส์มินิเล่มนี้ ได้อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระมากมายทั้งศิลปะ บันเทิง มุมมองความคิด และสอดแทรกความรู้หลายรสชาติ หลากอารมณ์ ตามคอนเซ็ปต์ ที่เรา วางไว้ คือ ต้องการให้นิตยาสารเล่มนี้เปรียบเสมือนร้านอาหารขนาดเล็กที่ เต็มไปด้วยอาหารนานาชนิด ที่คละเคล้าผสมรวมกันอย่างลงตัว และแนวคิดนี้เองที่เป็นที่มาของชื่อ Bistro ที่แปลว่า ร้านอาหาร

แต่อาหาร(เนื้อหา)ที่เราเสริฟ จะถูกปากและถูกใจผู้ทาน(ผู้อ่าน)หรือไม่ ก็คงต้องลองชิมดูนะครับ

ดูไม่ได้

Posted in งานเขียน on ธันวาคม 10, 2009 by poooomm

ภายในหนึ่งวันของคุณ ถ้าลองเปิดโทรทัศน์เพื่อดูรายการทีสักหนึ่งรายการ หรือละครสักเรื่อง ผมมั่นใจว่าจะมีอย่างน้อย 2 ครั้ง ที่จอโทรทัศน์บางส่วนของคุณจะถูกป้ายด้วยยาหม่อง ไม่ก็ถูกตกแต่งด้วยโมเสค ด้วยเหตุผลที่ว่า ในจอโทรทัศน์มีพระเอกกระดกเหล้า พระรองอัดบุหรี่ นางร้ายเดินผ่านตู้เบียร์ ตัวประกอบถูกปืนจ่อกบาล นักฟุตบอลที่ดันสวมเสื้อติดโลโก้สิ่งมึนเมาลงสนาม ชิซุกะอาบน้ำ(???!) หรืออะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง สุดแล้วแต่เหตุผลจะยกมา ซึ่งพูดอย่างง่ายที่สุดคือ สิ่งต่างๆเหล่านี้ที่ผมยกตัวอย่างไป มันเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี และอาจจะทำให้เยาวชนเอาเป็นเยี่ยงอย่าง หรือกระทำตามเนื้อหาในละคร หรือรายการนั้นๆ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อสังคม เราจึงต้องเอายาหม่องมาบังไว้

แต่ถามว่าการเซ็นเซอร์สิ่งเหล่านี้ ทั้งที่มีการจัดเรทติ้งรายการโทรทัศน์กันอยู่แล้ว มันจะช่วยให้การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือปัญหาสังคมที่อาจะเกิดลดลงได้หรือไม่ ส่วนตัวแล้วผมมองว่ามันแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย เพราะต่อให้เซ็นเซอร์ ยาหม่องป้าย คาดโมเสคยังไง ก็ยังรู้อยู่ดีว่า ไอ้ที่อยู่ข้างหลังที่ถูกปิดไว้มันคือ เหล้า มันคือ บุหรี่ มันคือ ปืน มันคือ ร่องอกของดารา เพราะสิ่งที่บ่งบอกมันคืออากัปกิริยาของตัวละครในจอโทรทัศน์ ต้องอย่าลืมครับว่า เด็กไทยเราไม่ได้โง่(หรือทีมเซ็นเซอร์อาจคิดว่าอย่างนั้น)

การเซ็นเซอร์อาจจะมีความจำเป็น ถ้าใช้ในจุดที่ควรและเหมาะสม แต่บางเรื่อง บางจุดมันค่อนข้างจะดูไร้เหตุผล หรือดูแล้วไม่เข้าใจว่าจะเซ็นเซอร์ไปทำซากอ้อยอะไร ซึ่งในจุดนี้ค่อนข้างที่จะน่าโมโหอยู่พอสมควร ยกตัวอย่าง รายการเมก้าเคฟเวอร์ รายการที่เป็นรายการที่ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ในรายการจึงมีสิ่งของที่นำมาใช้ในการทดลองอยู่มากมาย เช่น เบียร์ที่ระหว่างการทดลองโดนเซ็นเซอร์จนไม่รู้เลยว่า ไอ้ที่เอามาทดลองคืออะไร (ทั้งที่ใครๆก็รู้ว่ามันคือเบียร์ เพราะเขาบอกเเล้วว่าจะใช้เบียร์ในการทดลอง) ไม่เว้นแม้แต่หุ่นลองเสื้อผ้าที่เดินตามจตุจักรก็เจอ หรือหุ่นกายวิภาคที่อยู่ตามโรงเรียนทั่วไปพอมาอยู่ในรายการ ก็หนีไม่พ้นที่จะโดนเซ็นเซอร์

ในเรื่องนี้สำหรับผมมันค่อนข้างเป็นเรื่องลี้ลับนิดหน่อย เพราะทำยังไงก็ไม่เข้าใจว่า หุ่นลองเสื้อผ้า กับหุ่นกายวิภาคมันดูไม่ดีตรงไหน (เอ๊ะ หรือมันดันไม่ใส่เสื้อผ้า ยิ่งหุ่นกายวิภาคยิ่งแล้วใหญ่ เห็นเข้าไปยัน ตับ ไต ใส้ พุงเลย)

อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ตลกที่สุด คือ การเซ็นเซอร์การ์ตูนเรื่องวันพีช (แต่จริงๆแล้วมีอีกหลายเรื่องที่ถูกเซ็นเซอร์) ฉากที่ผู้พันสโม้กเกอร์นั่งอยู่ในร้านเหล้า ซึ่งฉากนั้นแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากยาหม่องที่ป้ายไว้ไม่ให้เด็กๆที่ดูอยู่รู้ว่าผู้พันสโม้กเกอร์สูบหรี่ และนั่งอยู่ในร้านเหล้า และคำเตือนที่บอกว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุภาพ ทั้งที่ปิดไม่ให้เขารู้ว่ามีบุหรีในจอ แต่ดันไปบอกคนดูอีกว่า มีบุหรี่อยู่ในจอ (เอาเข้าไป) นอกจากฉากนี้แล้วยังมีฉากที่คล็อคโคไดถูกแทง แล้วฟันหัวหลุด ฉากนั้นเหมือนดูการ์ตูนวิทยุไม่มีผิด (55+)

อย่างที่ผมบอกไปแล้วข้างต้นว่าการเซ็นเซอร์ทำได้ ถ้าสิ่งเหล่านั้นมันไม่เหมาะสมที่จะให้ใครเห็น แต่ทางที่ดีที่สุด คือ ถ้ารู้ว่ามันไม่เหมาะสม ก็เอามันออกไปไม่ต้องเอาออกมาออกอากาศเลยน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด หรือไม่ก็ใช้วิธีจัดสรรเวลาออกอากาศให้เหมาะสม นำรายการโทรทัศน์เหล่านั้น ไปออกอากาศในช่วงดึก หรือช่วงที่เยาวชนของชาตินอนหลับพักผ่อนกันหมดแล้ว ไม่ใช่ช่วงไพรม์ไทม์ แม้ว่าอาจจะเสียผลประโยชน์ไปบ้างในแง่ธุรกิจ แต่ในแง่ของสังคมก็ถือว่าได้ประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว

ฉะนั้นผมจึงคิดว่าการเซ็นเซอร์ไม่ใช่ทางออกของปัญหาที่ดีที่สุด เพราะยิ่งปิด ยิ่งบัง คนก็ยิ่งสนใจมากขึ้นเท่านั้น หรือคุณว่าไม่จริง



Follow

Get every new post delivered to your Inbox.